การเสียชีวิตของอิมาม อาลี (อ.)

7

คืนก่อนวันศุกร์ที่ 19 เดือนรอมฎอน ปีที่ 40 .. อิมาม อาลี (.) เดินทางไปยังมัสยิดกลางเพื่อละหมาด ไม่นานหลังจากอาซานดังขึ้น ซัยนับ (.) ได้ยินเสียงร้องอันน่าสะเทือนใจ เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงบ้านและทำให้เธอทราบว่าเป็นข่าวการลอบทำร้ายบิดาของเธอ โดย อิบนุมุลญิม ได้ฟันอิมาม อาลี (.) อย่างรุนแรงในช่วงที่ท่านอยู่ในสภาพซัจดะฮ์ (การก้มกราบ) ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่อาจป้องกันตัวได้ บาดแผลนั้นสาหัสจนต้องถูกหามกลับบ้านโดยผู้ติดตาม

อาการบาดเจ็บไม่อาจรักษาให้ฟื้นกลับได้ ในคืนวันที่ 21 รอมฎอน อิมาม อาลี (.) ได้เสียชีวิตลง ทิ้งบุตรชายสองคนและบุตรสาวไว้ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความขัดแย้งและความเป็นศัตรูทางการเมืองในยุคนั้น

หลังการจากไปของบิดา อิมาม ฮะซัน (..) กล่าวถึงท่านว่าค่ำคืนนี้ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ได้จากไป ผู้ที่ไม่เคยมีผู้ใดก่อนหน้าและจะไม่มีผู้ใดภายหลังทัดเทียมในการประพฤติดี เขาร่วมรบในสงครามศักดิ์สิทธิ์เคียงข้างศาสดา และยอมใช้ชีวิตเป็นโล่คุ้มครองท่าน ท่านศาสดาเคยแต่งตั้งเป็นผู้ถือธงประจำกองทัพ ขณะญิบรออีลอยู่ทางขวาและมิกาอีลอยู่ทางซ้าย เขาไม่เคยกลับจากสงครามโดยปราศจากชัยชนะ และเมื่อสิ้นชีวิต เขาไม่ได้ทิ้งสิ่งใดไว้เลย นอกจากเงินเจ็ดร้อยดิรฮัม ซึ่งตั้งใจจะมอบให้คนรับใช้ในบ้าน

ซัยนับ (.) เผชิญความโศกเศร้าอย่างลึกซึ้งจากการสูญเสียบิดา และเดินทางกลับมะดีนะฮ์พร้อมสามีของเธอ

ราวสิบปีต่อมา ความสูญเสียครั้งสำคัญได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อต้องสูญเสียอิมาม ฮะซัน (.) พี่ชายของเธอ ที่ตกเป็นเหยื่อแผนการของบานีอุมัยยะฮ์ผู้กระหายอำนาจเช่นกัน

มูอาวิยะห์มีเป้าหมายทำให้ตำแหน่งคอลีฟะฮ์กลายเป็นระบบสืบทอดเชิงราชวงศ์ เพื่อคงอำนาจไว้ภายในตระกูลของตน การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยคำสัตย์ปฏิญาณจากประชาชนเพื่อยอมรับต่อยาซีด บุตรชายของเขา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ตราบใดที่อิมาม ฮะซัน (.) ยังมีชีวิตอยู่ มูอาวิยะห์จึงใช้แผนการลับในการกำจัด โดยมือที่มอบยาพิษแก่อิมาม ฮะซัน (.) คือภรรยาของท่านเอง

หลังการจากไปของฮะซัน (..) สิทธิด้านความชอบธรรมในการเป็นผู้นำ ได้ถูกส่งต่อไปยังอิมาม ฮุเซน (.) แต่บะนีอุมัยยะฮ์ยังคงกดดันเขาอย่างต่อเนื่อง ตลอดหกปีหลังการเสียชีวิตของพี่ชาย มูอาวิยะห์เริ่มกดดันให้ประชาชนสาบานตนรับยาซีดเป็นผู้ปกครอง ซึ่งหลายคนยอมรับทั้งโดยสมัครใจและโดยจำใจ มีเพียงห้าคนเท่านั้นที่ปฏิเสธ และอิมาม ฮุเซน (.) คือหนึ่งในนั้น

ในช่วงสี่ปีสุดท้ายของชีวิตมูอาวิยะห์ แม้จะพยายามหลายครั้ง เขาก็ไม่สามารถโน้มน้าวให้อิมาม ฮุเซน (.) ยอมรับโครงสร้างอำนาจแบบสืบทอดได้ หากตำแหน่งคอลีฟะฮ์ต้องสืบตามสายตระกูล หลานชายของศาสดาก็น่าจะเป็นผู้ที่สมควรมากที่สุด และหากตำแหน่งนี้ตั้งอยู่บนความรู้ คุณธรรม และความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ อิมาม ฮุเซน (.) ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน ทั้งด้านความรู้ทางศาสนา ความซื่อตรง และความเคร่งครัด

เมื่อถึงเดือนเรญับ ปีฮ..ที่ 60  การปกครองของยาซีดเริ่มต้นขึ้น แตกต่างจากบิดาของเขา ยาซีดไม่มีความอดทนต่อการคัดค้าน และไม่ต้องการให้ฮุเซน (.) อยู่ในมะดีนะฮ์โดยไม่สาบานตน วันรุ่งขึ้นหลังการจากไปของมูอาวิยะห์ เขาส่งจดหมายถึงวะลีด อิบนุ อุตบะฮ์ ผู้ว่าการมะดีนะฮ์ ให้เรียกอิมาม ฮุเซน (.) อับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัร และอับดุลลอฮ์ อิบนุ ซุบัยร์ เพื่อบังคับให้สาบานตนต่อเขา

อิมาม ฮุเซน (..) ปฏิเสธอีกครั้ง เขาตัดสินใจออกจากมะดีนะฮ์ และตอบรับเสียงเรียกร้องของชาวกูฟะฮ์จำนวนหนึ่งซึ่งรู้สึกว่าถูกกดขี่ เขาจึงออกเดินทางไปยังกูฟะฮ์ ด้วยความเชื่อว่าหลายคนที่นั่นต้องการยืนหยัดต่อต้านการปกครองที่เขามองว่าเกินขอบเขต และหวังว่าการนำที่ชอบธรรมในหมู่มุสลิมจะได้รับการฟื้นฟู