รุ่งอรุณของวันที่สิบเดือนมุฮัรรอม วันอาชูรอ มาถึง ก่อนจะออกสู่สนามรบ อิมาม ฮุเซน (อ.) เข้าไปในเต็นท์ของบุตรชาย อิมาม ซัยนุ้ลอาบิดีน (อ.) ผู้ล้มป่วยและนอนอ่อนแรงจนไม่สามารถร่วมรบกับบิดาได้ ขณะนั้นเขาอยู่ในความดูแลของซัยนับ (อ.)
อิมาม ฮุเซน (อ.) กล่าวอำลาบุตรชายว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าคือผู้ประเสริฐและบริสุทธิ์ที่สุดในหมู่บุตรของฉัน หลังจากฉัน เจ้าจะเป็นผู้สืบแทนและตัวแทนของฉัน ดูแลเหล่าสตรีและเด็ก ๆ ในยามตกเป็นเชลย และท่ามกลางความเหนื่อยยากของการเดินทาง ปลอบพวกเธอเถิด ลูกของฉัน จงฝากสลามของฉันไปถึงสหายทั้งหลาย บอกพวกเขาว่าอิมามของพวกเขาถูกสังหารไกลบ้าน และให้พวกเขาไว้ทุกข์เพื่อฉัน”
ท่านถอนหายใจอย่างหนัก แล้วหันไปยังซัยนับ (อ.) และสุภาพสตรีแห่งบะนีฮาชิม พร้อมกล่าวว่า “จงรับรู้ไว้ บุตรชายของฉันผู้นี้คือผู้สืบแทนของฉัน และเป็นอิมามที่ทุกคนต้องเชื่อฟัง”
จากนั้นท่านหันไปบอกซัยนับ (อ.) ว่า “เมื่อพวกเขาฆ่าฉัน ศัตรูจะปลดเสื้อผ้าทั้งหมดออกจากร่างฉัน เพราะฉะนั้น ขอให้เจ้านำเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ขาดรุ่ยมาให้ฉันสวม เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่เปลื้องฉันจนเปลือย” ซัยนับ (อ.) ได้ทำตามที่พี่ชายร้องขอ
ในวันเดียวกันนั้น ซัยนับ (อ.) พาบุตรชายทั้งสอง คือ อูน และมุฮัมมัด ไปหาพี่ชาย และกล่าวแก่ท่านว่า “พี่เอ๋ย หากผู้หญิงได้รับอนุญาตให้ออกรบ ฉันคงยอมสละชีวิตเพื่อท่านแล้ว แต่เมื่อไม่อาจทำได้ จงรับการเสียสละของลูกทั้งสองของฉันแทน”
ตลอดทั้งวัน การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด บุตรชาย ญาติสนิท และผู้สนับสนุนของอิมาม ฮุเซน (อ.) ถูกสังหารทีละคน รวมถึงบุตรชายของซัยนับ (อ.) ด้วย เธอยอมรับความตายของพวกเขาด้วยความมั่นคงและไม่แสดงความโศกเศร้าที่อาจทำให้พี่ชายรู้สึกหนักใจ
เธอไม่ออกจากเต็นท์และไม่ได้โศกโดยเสียงดังเพราะไม่ต้องการเพิ่มความเศร้าหรือความอับอายในใจพี่ชาย แต่เมื่อศพของอาลี อักบัร บุตรอิมาม ฮุเซน ถูกนำมาที่เต็นท์ของสตรี ซัยนับ (อ.) ตกใจ เธอปล่อยผ้าคลุมหน้าออกและกอดศพโดยกล่าวว่า “โอ้ ลูกชายของฉัน ฉันหวังว่าฉันจะตาบอด หรือถูกฝังไว้ใต้ดิน เพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นวันนี้“
ฝ่ายศัตรูไม่ยอมให้แม้แต่น้ำหยดเดียวแก่ครอบครัวของอิมาม ฮุเซน (อ.) แม้เพียงเพื่อประโลมลำคอที่แห้งผากของพวกเขา น้ำที่มีอยู่ได้หมดลงไปนานแล้ว
เมื่ออิมาม ฮุเซน (อ.) มากล่าวอำลาสตรีเป็นครั้งสุดท้าย ซัยนับ (อ.) ขอให้ท่านพยายามหาน้ำสักเล็กน้อยให้ลูกชายทารกผู้กระหายอย่างหนัก คืออาลี อัสกัร
อิมามอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา และออกไปขอน้ำจาก อุมัร อิบนุ ซะอัด เพื่อช่วยชีวิตทารกผู้ไร้เดียงสา แต่คำขอนั้นกลับไม่เป็นผล เพราะหัวใจของฝ่ายตรงข้ามแข็งกระด้างเกินกว่าจะรับรู้ถึงความเมตตา ทันใดนั้น ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งทะลุลำคอของเด็กน้อย ทำให้เขาเสียชีวิตในทันที
อิมาม ฮุเซน (อ.) กลับมาพร้อมร่างไร้ลมหายใจของบุตรในอ้อมแขน เสื้อผ้าของท่านเปื้อนเลือดของเด็ก ซัยนับ (อ.) รับร่างทารกจากพี่ชาย แล้วกอดแนบอกอย่างอาลัย ก่อนคร่ำครวญถึงราคาชีวิตอันหนักหนาที่ความอยุติธรรมของศัตรูได้พรากไป
วันอันเป็นชะตากรรมยังดำเนินต่อไป อิมาม ฮุเซน (อ.) ถูกทำให้บาดเจ็บนับครั้งไม่ถ้วน จนท้ายที่สุดร่วงจากหลังม้า ศัตรูรายล้อมและจู่โจมท่านด้วยดาบและหอกอย่างโหดเหี้ยม
เมื่อซัยนับ (อ.) มองเห็นความเจ็บปวดของพี่ชายจากปากทางเต็นท์ เธอออกไปยังสนามรบ เข้าใกล้อิมามแล้วกล่าวว่า
“โอ้พี่ของฉัน ผู้เป็นนายของฉัน ขอให้ท้องฟ้าทลายลงสู่พื้นดิน และขอให้ภูเขาทั้งหมดพังครืนลง”
จากนั้นเธอหันไปยังอุมัร อิบนุ ซะอัด และกล่าวว่า “โอ้ ซะอัด ฮุเซนถูกเชือดอยู่ตรงหน้า แต่เจ้ากลับยืนดูเฉย ๆ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น น้ำตาก็เอ่อขึ้นในดวงตาของเขา แต่เขาไม่เอ่ยคำตอบใด
ซัยนับ (อ.) จึงหันไปพูดกับเหล่าทหารในกองทัพว่า “ไม่มีมุสลิมคนใดเลยหรือ ที่จะลุกขึ้นช่วยหลานของศาสดาแห่งอัลลอฮ์?”
การรบสิ้นสุดลงในเวลาไม่นาน ชายผู้กล้าเพียงเจ็ดสิบสามคนต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสี่พันนาย และเมื่อการต่อสู้เต็มไปด้วยเลือดสิ้นสุดลง ไม่มีผู้ใดจากฝ่ายอิมาม ฮุเซน (อ.) รอดชีวิต
ร่างของอิมามถูกม้าแห่งฝ่ายศัตรูเหยียบย่ำ ศีรษะของท่านถูกตัดออกจากร่าง และแม้แต่เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งซึ่งท่านหวังจะใช้คุ้มครองความสง่างามของตน ก็ยังถูกกระชากไป
ขณะอิมาม ฮุเซน (อ.) สิ้นลมญิบรอรีลได้ประกาศว่า “จงรู้ไว้ ฮุเซนถูกสังหารแล้วที่กัรบะลา”
เมื่อซัยนับ (อ.) ได้ยินดังนั้น เธอรีบไปหาอิมาม ซัยนุ้ลอาบิดีน (อ.) และแจ้งข่าวโศกนาฏกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้น เมื่ออิมามขอให้เธอดูให้แน่ใจ เธอจึงยกผ้าม่านประตุเต็นท์ขึ้นให้อิมามมองสู่สนามรบ อิมามอุทานว่า “โอ้ป้าของฉัน บิดาของฉันถูกสังหารแล้ว และพร้อมกับเขา แหล่งแห่งความเอื้ออาทรและศักดิ์ศรีก็ได้สิ้นสุดลง บอกเหล่าสตรีให้เตรียมใจ จงให้พวกเธออดทน และพร้อมรับชะตาที่จะถูกปล้นและจับไปเป็นเชลย”
บัดนี้ ศัตรูได้กรูมายังเต็นท์ของสตรี อุมัร อิบนุ ซะอัด ได้ออกคำสั่งให้ปล้นสะดม
พวกเขาบุกเข้าไป กวาดทุกสิ่งที่สามารถเอาไปได้ และจุดไฟเผาเต็นท์ พวกเขาฟาดฟันสตรีด้วยดาบ และกระชากผ้าคลุมหน้าออกไป เตียงที่อิมาม ซัยนุ้ล–อาบิดีน (อ.) ใช้เอนกายนอนป่วย ถูกฉีกออกจากใต้ตัวจนท่านล้มลงอย่างอ่อนแรง ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ต่างหูของซากีนะฮ์และฟาติมะฮ์ถูกกระชากจนเลือดไหล
ท่ามกลางเพลิงที่โหมไหม้ ซัยนับ (อ.) รีบรวบรวมบรรดาสตรีและเด็กสาว แล้วตรงไปดูอาการของอิมาม ซัยนุ้ล–อาบิดีน (อ.ซ.) เมื่อพบว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ขณะเดียวกันชิมร์กำลังเข้ามาเพื่อสังหารเขา ซัยนับ (อ.) โผเข้าปกป้องหลานชายป่วยทันที ทำให้ชิมร์ต้องหยุดมือจากเจตนาที่โหดร้ายของตน
สตรีและเด็กส่วนใหญ่ต่างวิ่งหนีออกไปในที่โล่งด้วยความหวาดกลัว เมื่อพลบค่ำ ซัยนับ (อ.) รวบรวมทุกคนกลับมาได้ครบ ยกเว้นซากีนะฮ์ บุตรสาวของอิมาม ฮุเซน (อ.) เธอตื่นตระหนกและร้องเรียกหาพี่ชายผู้ล่วงลับ ขอให้บอกที่ซ่อนของเด็กน้อย เสียงหนึ่งตอบกลับว่า “โอ้น้องสาว ลูกสาวของฉันอยู่กับฉัน”
ซากีนะฮ์ได้หลบไปยังร่างไร้วิญญาณของบิดา ซัยนับ (อ.) พบเธอนอนกอดร่างพ่ออย่างหมดหวัง แล้วพาเด็กกำพร้าน้อยกลับมายังเต็นท์