เมื่อคาราวานเชลยเดินทางมาถึงชานเมืองดามัสกัส พวกเขาถูกสั่งให้หยุดรอ ยาซีดได้รับข่าวการมาถึงและกำหนดวันที่แน่นอนสำหรับการนำตัวเชลยเข้าสู่เมือง
เช้าวันที่ถูกกำหนด สมาชิกครอบครัวของศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกจูงเข้าสู่ดามัสกัสอย่างอัปยศ พวกเขาถูกมัดด้วยเชือกและถูกต้อนเหมือนฝูงแพะ หากใครสะดุดหรือเดินช้า ก็ถูกหวดด้วยแส้ ถนนหนทางถูกประดับประดา เสียงดนตรีดังทั่วเมือง ประชาชนออกมารวมตัวกันในชุดฉลอง และส่งเสียงแสดงความยินดีเมื่อเห็นขบวนเชลย กองหน้าของขบวนคือศีรษะของบรรดาผู้พลีชีพที่ถูกเสียบไว้บนหอกเช่นเคย
แม้จะถูกทำให้อับอายต่อหน้าฝูงชน ซัยนับ (อ.) และบรรดาสตรีก็ยังรักษาความสง่างามและศักดิ์ศรีของตนไว้ พวกเธอถูกพาเดินอย่างยาวนานผ่านถนนใจกลางเมือง ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งรู้สึกสงสารพยายามยื่นอาหารให้ ซัยนับ (อ.) ปฏิเสธทั้งหมด ไม่ยอมรับแม้แต่น้อย เพราะเธอปฏิเสธจะรับความเห็นใจจากสังคมที่เฉลิมฉลองบนความทุกข์ของครอบครัวศาสดา
ท่ามกลางฝูงชนในดามัสกัส มีบุตรชายของหนึ่งในศัตรูของศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้เคยทำศึกกับอิมาม อาลี (อ.) อยู่ด้วย เมื่อเขาเห็นอิมาม ซัยนุ้ล–อาบิดีน (อ.) เขาเย้ยหยันถามว่า “ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายชนะ?”
อิมามตอบสั้นแต่ทิ่มแทงว่า “หากอยากรู้ว่าใครคือผู้ชนะ ก็รอเวลาละหมาด แล้วจงฟังอาซานและอิกอมะฮ์”
ขบวนเชลยถูกพาแห่ไปทั่วเมืองจนถึงช่วงบ่าย ก่อนจะไปถึงพระราชวังของยาซีด ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยท่าทีพึงพอใจเมื่อเห็นเชลยทั้งสี่สิบสี่คนถูกนำเข้ามาในสภาพถูกมัดแน่น
ศีรษะของฮุเซน (อ.) ถูกนำเข้ามาวางบนถาดทองเฉพาะพระพักตร์ยาซีด เขายกไม้ขึ้นเคาะที่ฟันของอิมาม แล้วกล่าวอย่างเหยียดหยามว่า
“โอ้ ฮุเซน เอ๋ย เจ้าจ่ายราคาของการกบฏแล้ว”
เมื่อซัยนับ (อ.ซ.) และสตรีคนอื่นเห็นท่าทีโอหังเช่นนั้น พวกเธอร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด และหลายคนในที่นั้นรู้สึกละอาย แต่ยาซีดกลับยิ้มและลำพอง เขากล่าวต่อหน้าฝูงชนว่า
“บรรพบุรุษของข้าที่ถูกสังหารในบัดร์ ได้รับการแก้แค้นในวันนี้ ในที่สุดก็ชัดแล้วว่าบะนีฮาชิมเพียงแค่แสร้งอวดอ้างเรื่องวิวรณ์เพื่อช่วงชิงอำนาจเท่านั้น”
แม้เหตุการณ์จะเต็มไปด้วยความอหังการของยาซีด แต่ซัยนับ (อ.) ไม่ได้หวาดหวั่น เธอเชิดศีรษะขึ้นอย่างสง่างาม แล้วเอ่ยถ้อยคำหนักแน่นต่อหน้าผู้คนทั้งศาลว่า
“สรรเสริญแด่อัลลอฮ์ ผู้เป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก และความศานติจงประสบแด่ปู่ของฉัน ผู้เป็นประมุขแห่งศาสดาทั้งหลาย”
จากนั้นเธอกล่าวโดยอ้างโองการแห่งอัลกุรอานว่า
“โอ้ ยาซีด อัลลอฮ์ตรัส – และพระวจนะนั้นย่อมเป็นความจริง – ‘จุดจบของบรรดาผู้ทำชั่วย่อมเลวร้าย เพราะพวกเขาปฏิเสธโองการของอัลลอฮ์และเยาะเย้ยถากถางมัน’ [อัลกุรอาน 30:10]”
ซัยนับ (อ.) กล่าวต่อไปโดยไม่หลบสายตาเขาแม้แต่น้อย
“โอ้ ยาซีด เจ้าคิดจริงหรือว่าเจ้าปิดฟ้าและปิดแผ่นดินต่อเราได้ และเรากลายเป็นเชลยของเจ้าเพียงเพราะถูกนำมาต่อหน้าเจ้าอย่างเป็นแถว? เจ้าคิดหรือว่าเราได้รับความอัปยศจากอัลลอฮ์ ขณะที่เจ้าได้รับเกียรติศักดิ์จากพระองค์?”
“เจ้าดีใจอยู่กับชัยชนะลวงตาที่ได้มา และหลงคิดว่าศักดิ์ศรีและเกียรติยศอยู่ฝ่ายเจ้า เจ้าคิดว่าความดีทางโลกอยู่ในมือเจ้า และอำนาจของเราตกแก่เจ้าแล้ว”
“แต่อย่ารีบลิงโลดไปนัก จงรอเสียก่อน เจ้าลืมถ้อยตรัสของอัลลอฮ์ไปแล้วหรือ:
‘บรรดาผู้ปฏิเสธอย่าได้คิดว่าเวลาที่เราให้พวกเขานั้นเป็นความดีสำหรับพวกเขา แท้จริงเราให้เวลาแก่พวกเขาเพื่อให้พวกเขาเพิ่มพูนการกระทำชั่ว และท้ายที่สุดพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันน่าอัปยศ’ [อัลกุรอาน 3:178]”
“โอ้ บุตรแห่งทาสที่ถูกปล่อยเป็นไท นี่หรือคือความยุติธรรมของเจ้า? เจ้าปกปิดใบหน้าบุตรสาวและสาวใช้ของตนเอง แต่กลับปล่อยให้บุตรสาวของศาสดาแห่งอัลลอฮ์ถูกพาเดินประจานจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยไร้ผ้าคลุม”
“เจ้าได้ทำให้เราเสื่อมเกียรติด้วยการบังคับให้เปิดหน้า เหล่าชายของเจ้าพาเราไปตามเมืองต่างๆ ให้ผู้คนทุกชนชั้น ทั้งผู้คนบนภูเขาและชุมชนริมแม่น้ำ จ้องมองเราอย่างเหยียดหยาม”
“ทั้งผู้ใกล้และผู้ไกล ทั้งยากจนและมั่งคั่ง ทั้งผู้ต่ำต้อยและผู้มีฐานะ ล้วนทอดสายตามายังพวกเรา ในขณะที่เราไม่มีแม้ญาติชายเพียงคนเดียวที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหรือคุ้มครอง”
“โอ้ยาซีด สิ่งที่เจ้ากระทำล้วนเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเจ้ากำลังกบฏต่ออัลลอฮ์ และปฏิเสธทั้งศาสดาของพระองค์ [ศ็อลฯ] ตลอดจนคัมภีร์และซุนนะฮ์ซึ่งศาสดานำมาจากพระผู้เป็นเจ้า ความประพฤติของเจ้าไม่น่าประหลาดใจเลย เพราะผู้ที่มีบรรพบุรุษเคยเคี้ยวตับของเหล่าผู้พลีชีพ มีเลือดเนื้อที่เติบโตมาจากการทำร้ายคนดีงาม ผู้ที่เคยทำศึกต่อประมุขแห่งศาสดา ระดมกองกำลังเพื่อต่อต้านท่าน และชักดาบใส่ท่าน ย่อมเป็นผู้ที่เหนือกว่าชาวอาหรับทั้งมวลในด้านการปฏิเสธศรัทธา ความชั่วร้าย ความสุดโต่ง และความเป็นศัตรูต่ออัลลอฮ์และศาสดาของพระองค์อย่างไม่ต้องสงสัย”
“จงจำไว้ การกระทำอันชั่วร้ายและบาปทั้งหลายที่เจ้าก่อขึ้นนั้น เป็นผลสืบเนื่องจากความไม่ศรัทธาและความแค้นเก่าที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของเจ้า ผู้ถูกสังหารในสมรภูมิบัดร์”
“ผู้ใดที่มองเราด้วยสายตาแห่งความเป็นศัตรู ความชิงชัง และความเคียดแค้น ย่อมไม่ลังเลที่จะปฏิบัติความเป็นศัตรูต่อเรา เขาประกาศการปฏิเสธศรัทธาด้วยปากของเขาเอง และโอ้อวดอย่างยินดีว่า ‘ข้าได้สังหารบุตรหลานของศาสดาแห่งอัลลอฮ์ [ศ็อลฯ] และจับเชื้อสายของท่านเป็นเชลย’ พร้อมทั้งหวังว่าบรรพบุรุษของเขาจะมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นสิ่งที่เขากระทำ และจะกล่าวว่า ‘โอ้ยาซีด ขอมือของเจ้าอย่าได้อ่อนแรง เจ้าได้แก้แค้นให้พวกเราสำเร็จแล้ว’”
“โอ้ยาซีด เจ้ายกไม้ขึ้นตีกระทบริมฝีปากของอิมามฮุเซน (อ.) ต่อหน้าฝูงชน ทั้งที่ริมฝีปากเหล่านั้นเคยถูกศาสดาแห่งอัลลอฮ์ [ศ็อลฯ] จุมพิตด้วยความรัก แต่ถึงอย่างนั้น ใบหน้าของเจ้ากลับเต็มไปด้วยความยินดี”
“ข้าปฏิญาณด้วยชีวิตของฉัน—ด้วยการฆ่าประมุขแห่งเยาวชนสวรรค์ บุตรของประมุขแห่งชาวอาหรับ (อะลี (อ.)) และดวงอาทิตย์อันเจิดจ้าของเชื้อสายอับดุลมุตตะลิบ—เจ้าได้ฉีกหัวใจพวกเราเป็นแผลลึกและถอนรากถอนโคนพวกเราอย่างสิ้นเชิง”
“ด้วยการสังหารฮุเซน บุตรของอะลี (อ.) เจ้าได้กลับไปสู่สภาพเดียวกับบรรพบุรุษผู้ปฏิเสธศรัทธาของเจ้าเอง เจ้าโอ้อวดการกระทำนั้นด้วยความภาคภูมิใจ และหากพวกเขามองเห็น เจ้าก็จะได้รับการสรรเสริญ และและคงภาวนาให้อัลลอฮ์มิให้แขนของเจ้าหมดเรี่ยวแรง เพื่อเจ้าจะได้ทำเช่นนี้ต่อไป’”
“โอ้ยาซีด หากเจ้ามีหัวใจพอจะไตร่ตรองต่อการกระทำอันอธรรมของตนเอง เจ้าคงปรารถนาให้แขนของเจ้ากลายเป็นอัมพาตและถูกตัดขาดตั้งแต่ข้อศอก และคงปรารถนาอีกว่าพ่อแม่ของเจ้าไม่เคยให้กำเนิดเจ้า เพราะเจ้าจะรู้ว่าอัลลอฮ์ทรงกริ้วต่อเจ้าแล้ว อัลลอฮ์ ขอทรงมอบสิทธิของเรา และขอทรงลงทัณฑ์ผู้ที่กดขี่เรา“
“โอ้ยาซีด เจ้าทำทุกสิ่งตามที่ใจต้องการ แต่อย่าลืมว่าเจ้ากำลังฉีกเนื้อหนังของตนเองเป็นชิ้นๆ ไม่นานเจ้าจะถูกนำไปยืนเบื้องหน้าศาสดา ผู้ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าจะถูกทับด้วยน้ำหนักแห่งบาปที่เจ้ากระทำ ด้วยการหลั่งเลือดเชื้อสายของท่าน และด้วยการลบหลู่เกียรติยศครอบครัวของท่าน สถานที่ที่เจ้าจะถูกนำไปคือเบื้องหน้าสมาชิกทั้งหมดของครอบครัวท่าน ผู้ถูกกดขี่จะได้รับการแก้แค้น และศัตรูจะถูกลงโทษ“
“โอ้ยาซีด ไม่เหมาะเลยที่เจ้าจะลำพองใจหลังจากสังหารเชื้อสายของศาสดา อัลลอฮ์ตรัสว่า ‘อย่านับว่าผู้ที่ถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮ์นั้นว่าตายแล้ว เปล่าเลย พวกเขามีชีวิตอยู่และได้รับปัจจัยยังชีพจากพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาปีติในสิ่งที่อัลลอฮ์ประทานแก่พวกเขาโดยความโปรดปรานของพระองค์‘ [3:169-170]”
“อัลลอฮ์ทรงพอเพียงที่จะจัดการกับเจ้า ทูตของอัลลอฮ์คือคู่กรณีของเจ้า และญิบรออีลคือผู้สนับสนุนและผู้ช่วยของเราเพื่อต่อต้านเจ้า“
“บรรดาผู้ที่สถาปนาเจ้าเป็นผู้ปกครอง และโยนภาระการนำอันอัปยศนี้ไว้บนบ่าของประชาชนมุสลิม จะได้ประจักษ์ในไม่ช้าว่าอะไรคือสิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่ จุดจบของทรราชทุกคนล้วนคือความเจ็บปวดสุดทน“
“โอ้ยาซีด ข้าไม่ได้กล่าวกับเจ้าด้วยถ้อยคำเหล่านี้เพื่อเตือนให้เจ้าตระหนักถึงการลงทัณฑ์อันร้ายแรงที่รอเจ้าอยู่ เพราะเจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่หัวใจด้านชา จิตวิญญาณกบฏ และร่างกายหมกมุ่นอยู่กับการฝ่าฝืนอัลลอฮ์ ขณะที่เจ้าอยู่ใต้คำสาปของศาสดา เจ้าเป็นพวกที่ชัยตันตั้งรกรากในหัวใจและแพร่ขยายเผ่าพันธุ์ของมันจากในอกของเจ้า“
“น่าอัศจรรย์ปนเจ็บปวดเพียงใด ที่ผู้บริสุทธิ์ ผู้เป็นบุตรของศาสดาและผู้สืบตำแหน่งทางศาสนา กลับถูกฆ่าด้วยน้ำมือของทาสที่ถูกปลดปล่อย มือของคนชั่วและคนบาป เลือดของเราหลั่งลงด้วยน้ำมือพวกเขา และเนื้อของเรากลายเป็นอาหารแก่ผู้ไร้เมตตา เราโศกเศร้าแทนผู้ที่ร่างกระจัดกระจายบนสนามรบโดยไร้ผ้าห่อศพ ไร้การฝัง และเต็มไปด้วยบาดแผลจากลูกศร“
“โอ้ยาซีด หากเจ้าถือว่าความพ่ายแพ้ของเราเป็นความสำเร็จของเจ้า เจ้าจะต้องจ่ายราคาสำหรับมันอย่างแน่นอน“
“อัลลอฮ์ไม่เคยทำอธรรมแก่ปวงบ่าวของพระองค์ เราวางใจในอัลลอฮ์ พระองค์เท่านั้นคือที่พึ่งและที่คุ้มครองของเรา และในพระองค์เท่านั้นที่เราฝากความหวังทั้งหมดไว้“
“เจ้าจะวางแผนและพยายามอย่างไร ก็จงทำไปเถิด โดยพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงให้เกียรติเราแก่การประทานวิวรณ์ คัมภีร์ และภารกิจศาสดา เจ้าไม่มีวันเอื้อมถึงสถานะของเรา ไม่มีวันบรรลุถึงตำแหน่งของเรา ไม่มีวันทำให้ชื่อของเราดับสูญ และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะไม่มีวันลบล้างความอัปยศที่ติดตัวเจ้าเพราะการอธรรมและการกดขี่ที่เจ้ากระทำต่อเราได้ คำพูดของเจ้าในวันนี้อ่อนแรง และวันเวลาของเจ้าถูกนับถอยหลังแล้ว จงระวังวันนั้น วันที่ผู้ประกาศจะประกาศคำสาปของอัลลอฮ์ลงบนผู้กดขี่และผู้ไร้ความยุติธรรมทั้งปวง“
“สรรเสริญแด่อัลลอฮ์ ผู้ประทานจุดจบอันงดงามแก่บรรดามิตรของพระองค์ ประทานความสำเร็จในเป้าหมายของพวกเขา และแล้วเรียกพวกเขากลับสู่ความเมตตา ความพอพระทัย และความสุขของพระองค์ ขณะที่เจ้ากลับทุ่มตัวเองลงสู่ความชั่วร้ายและความวุ่นวายด้วยการอธรรมต่อพวกเขา เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮ์ให้ประทานผลตอบแทนแก่เราผ่านพวกเขาอย่างครบถ้วน และโปรดประทานความดีงามของคอลีฟะฮ์และตำแหน่งผู้นำศาสนาแด่เรา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงกรุณาและเมตตาต่อสิ่งถูกสร้างทั้งหลายยิ่งนัก“
ในหมู่ผู้ชมมีชายซีเรียผมแดงคนหนึ่ง เมื่อเห็นฟาติมะฮ์ กุบรอ บุตรสาวของอิมาม ฮุเซน (อ.) เขาเอ่ยขอต่อยะซีดให้มอบเด็กหญิงให้แก่เขา เมื่อเด็กได้ยิน เธอสั่นกลัว รีบกอดซัยนับ (อ.) แน่นพร้อมร้องไห้ เพราะหวาดหวั่นว่าหลังการสูญเสียบิดา เธอจะถูกทำให้เป็นทาส
ซัยนับ (อ.) ไม่สะทกสะท้าน เธอหันไปบอกยะซีดตรงๆ ว่าเขาไม่มีสิทธิ์และไม่มีอำนาจใดๆ จะมอบเด็กหญิงเช่นนั้น ยะซีดตอบโต้อย่างแข็งกร้าวว่าตนทำได้ตามใจ
ซัยนับ (อ.) ตอบกลับทันควันว่า “ท่านกล้าใช้คำหยาบคายต่อฉัน เพียงเพราะยึดถืออำนาจและตำแหน่งที่มีอยู่เท่านั้น” คำพูดนั้นทำให้ยะซีดถึงกับนิ่งอายไปชั่วขณะ
จากนั้นเธอหันไปยังชายซีเรียผู้นั้นและกล่าวว่า “ขอคำสาปของอัลลอฮ์จงอยู่กับเจ้า ขอให้ไฟนรกเป็นที่พำนักนิรันดร์ของเจ้า ขอให้ดวงตาเจ้ามืดบอดและแขนขาเจ้าหมดแรง” ทันใดนั้นร่างของชายผู้นั้นก็แข็งเกร็ง ล้มลง และเสียชีวิตต่อหน้าฝูงชน
ความกล้าท้าทายของซัยนับ (อ.) ทำให้ยะซีดโกรธจัดจนเกือบสั่งประหารเธอ หากไม่ใช่ที่อับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัร อิบนุ อาส เข้ามาห้าม พร้อมวิงวอนให้เขามิใส่ใจถ้อยคำอันรุนแรง เพราะซัยนับ (อ.) เพิ่งผ่านความโศกเศร้าและความทุกข์อย่างแสนสาหัสจนหัวใจแตกสลาย
อิมาม ซัยนุ้ล–อาบิดีน (อ.) เองก็เกือบต้องถูกยะซีดสังหารเพราะคำปราศรัยอันเด็ดเดี่ยวของท่าน หากไม่ใช่เพราะซัยนับ (อ.) เข้าขัดขวาง ขอให้ยะซีดสังหารเธอไปพร้อมกับเด็กหนุ่มด้วย ความรักอันแรงกล้าของเธอต่อหลานชายทำให้ยะซีดรู้สึกหวั่นไหว และยอมละเว้นชีวิตของอิมาม ซัยนุ้ล–อาบิดีน (อ.)
แต่ความตายก็ยังคงครอบงำ ซากีนะฮ์ บุตรสาวของอิมาม ฮุเซน (อ.) เสียชีวิตในคุกดามัสกัสเมื่ออายุเพียงสี่ปี และถูกฝัง ณ ที่นั่น
ด้วยคำปราศรัยอันตั้งมั่น กล้าหาญ และไม่หวาดหวั่นของซัยนับ (อ.) รวมถึงข่าวที่แพร่ออกมาตลอดเส้นทางแห่งการถูกจองจำ ผู้คนเริ่มรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่การ์บาลา และหัวใจของพวกเขาถูกปลุกเร้า การถูกจองจำและการริดรอนศักดิ์ศรีครอบครัวศาสดาเผยให้เห็นความอยุติธรรมต่อสายตามวลชนมากยิ่งขึ้น ข่าวความไม่สงบแพร่ไปทั่วอาณาจักรจนถึงหูยะซีด และในที่สุดเขาตัดสินใจปล่อยตัวเชลย
เมื่อยะซีดเห็นว่าครอบครัวอะฮ์ลุลบัยต์ถูกทำให้อัปยศเพียงพอแล้ว และเมื่อผู้ใกล้ชิดบางคนเตือนเขาถึงความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชน เขาจึงสั่งให้ตามตัวอิมาม ซัยนุ้ล–อาบิดีน (อ.) เข้าเฝ้า ยะซีดแจ้งแก่เขาว่าจะปล่อยพวกเขาเป็นอิสระ และถามว่ามีความต้องการสิ่งใดหรือไม่
ชายหนุ่มตอบอย่างสุภาพว่า เขาจำเป็นต้องปรึกษากับป้าของเขา ซัยนับ (อ.) ก่อน
มีการจัดเตรียมตามสมควร และเมื่อถึงเวลา ซัยนับ (อ.) ก็เข้ามาโดยคลุมหน้าอย่างเหมาะสม เธอกล่าวว่า
“โอ้ยะซีด นับแต่วันที่ผู้นำและประมุขของเรา ฮุเซน ถูกสังหารอย่างโหดร้าย พวกเรายังไม่เคยมีโอกาสไว้อาลัยให้เขาเลยสักครั้ง“
ยะซีดจึงยอมให้จัดบ้านหลังใหญ่ในย่านที่พักอาศัยของดามัสกัส เพื่อให้ครอบครัวศาสดาใช้เป็นสถานที่ไว้อาลัย ที่นั่นเอง ซัยนับ (อ.) จัดมัจลิศไว้อาลัย (มัจลิซ–อี–อาซา) ครั้งแรกเพื่อรำลึกถึงอิมาม ฮุเซน (อ.)
สตรีจากกุเรชและบะนีฮาชิมพากันมาร่วมงาน แต่งชุดดำ ศีรษะเปลือย ร่ำไห้อย่างเจ็บปวด อิมาม ซัยนุ้ล–อาบิดีน (อ.) นั่งบนพรมของอิมาม ฮุเซน (อ.) และซัยนับ (อ.) ก็เล่าแก่สตรีชาวซีเรียถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับพวกตน
เมื่อได้ยินเรื่องราว เหล่าสตรีก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นและร่วมไว้อาลัย พวกเธอไม่เคยรู้มาก่อนถึงเหตุการณ์อันโหดร้ายที่การ์บาลาและการถูกจองจำที่กูฟะฮ์ แต่เมื่อกลับบ้าน พวกเธอก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้ชายในบ้านฟัง
ทีละน้อย ภาพลวงตาว่ายะซีดมีเจตนาดีต่อครอบครัวศาสดาก็ถูกทำลายลง ความจริงที่เผยแพร่ผ่านถ้อยคำของซัยนับ (อ.) และคำบอกเล่าของผู้คนก่อให้เกิดความไม่พอใจทั่วเมือง ในที่สุด ความหวั่นเกรงต่อการลุกฮือของประชาชนก็คือเหตุผลที่แท้จริงที่บังคับให้ยะซีดต้องปล่อยเชลยจากอะฮ์ลุลบัยต์ของศาสดา